17Jan/15Off

เมื่อผิวเตือนคุณ ต้องบำรุงแล้วล่ะ!

January 17th, 2015

เมื่อลมหนาวใกล้เข้ามา ผิวของสาวๆ จะต้องเผชิญกับปัญหาผิวแตก ผิวแห้งกร้านแน่ๆ ซึ่งเป็นปัญหาระดับชาติเลยนะจ๊ะ อาการ “ผิวแห้ง” เป็นผลมาจากครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำที่ถูกกักเก็บไว้ในผิวหนังจะระเหยไปตามธรรมชาติผ่านผิวหนังของเราทุกวันโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งเกิดมาจาก

อายุมากขึ้น ฮอร์โมน และต่อมไขมันก็จะทำงานถดถอยลง ทำให้ผิวของเรายิ่งแห้งเร็ว และง่ายขึ้น
นอกจากสภาพอากาศที่หนาว และลมเย็น ที่ทำให้ผิวแห้งแล้ว สภาพอากาศร้อนชื้นอย่างบ้านเราก็มีผลที่ทำให้ผิวแห้งได้เหมือนกัน
การอาบน้ำบ่อยๆ โดยใช้น้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิปกติ ก็มีส่วนทำให้ความชุ่มชื่นในผิวหนังถูกชะล้างไปพร้อมกับการอาบน้ำ ยิ่งบางคนชอบขัดผิว หรือแช่น้ำร้อนบ่อยครั้ง ก็ยิ่งทำให้ผิวแห้ง ชั้นหนังกำพร้าอ่อนแอมากขึ้น ผิวจึงไม่เต่งตึง ขาดความชุ่มชื้น
สาว Lisa ไม่ควรปล่อยให้ “ผิวแห้ง” จนเกินแก้ไข การใช้โลชั่นบำรุงผิว เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นที่หล่อเลี้ยงเซลล์ผิวตามธรรมชาติ อีกทั้งช่วยเสริมความแข็งแรงให้ผิวชั้นนอกได้ดีเยี่ยม ดังนั้น เมื่อผิวส่งสัญญาณเตือนคุณแล้ว ก็ถึงเวลาต้องบำรุงกันแล้วล่ะ

รู้ได้ยังไงว่าผิวเริ่มส่งสัญญาณเตือน?

– บริเวณผิวหน้า หากส่องกระจกแล้วเห็นว่าผิวดูไม่มีน้ำมีนวล ลอกเป็นขุย ก็ถึงเวลาบำรุงได้แล้วล่ะ

– บริเวณแขนกับขา หากลองใช้เล็บ หรือของใช้ เช่น ปากกา กุญแจ ข่วนที่ผิวแล้วเป็นรอยเส้นสีขาวขึ้นมา แสดงว่าผิวของคุณเริ่มแห้งเต็มที่

– บริเวณขาหนีบ หรือข้อพับต่างๆ หากมีอาการแสบๆ คันๆ แสดงว่า ผิวบริเวณนั้นไม่มีความชุ่มชื้นเพียงพอ จะทำให้ผิวเสียดสีกัน จนเกิดเป็นแผลได้

– บริเวณลำตัว ส่วนมากไม่ค่อยพบปัญหาสักเท่าไหร่ แต่ทางที่ดีก็ควรบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน

แล้วจะบำรุงผิวยังไงดีละ?

บำรุงผิวทุกครั้ง หลังอาบน้ำเสร็จ ก่อนนอน และก่อนออกจากบ้าน

หลังอาบน้ำเสร็จ ให้ใช้โลชั่น หรือออยล์บำรุงผิวทันที เพราะหลังจากเราอาบน้ำเสร็จ ชั้นผิวหนังเก่าๆ จะถูกขัดออกไป ทำให้รูขุมขนสามารถซึบซับสารบำรุงต่างๆ ได้เร็วยิ่งขึ้น

ไม่ควรลืมบำรุงผิวก่อนนอน ช่วงเวลาที่เราหลับใหลนั้น เป็นช่วงเวลาที่ผิวได้พักผ่อน ซ่อมแซม และบำรุง ถ้าเราทาครีม โลชั่น หรือเซรั่มก่อนนอนแล้ว ครีมพวกนี้ก็จะเข้าไปช่วยเสริม และบำรุงผิวได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับสาวๆ ที่ขี้เกียจบำรุงผิวก่อนออกจากบ้าน เพราะเช้านั้นตื่นสายและเร่งรีบ ให้จำไว้ว่า เพียงแค่ก้าวเท้าออกไปข้างนอก เราจะต้องพบกับมลภาวะต่างๆ มากมายที่จ้องทำร้ายผิว ทั้งรังสียูวีจากแสงแดด ฝุ่น ควันพิษ ฯลฯ ดังนั้น การเสียเวลาบำรุงผิวเพียงไม่กี่นาทีก่อนออกจากบ้าน จะช่วยปกป้องผิวให้สวยได้ยาวนาน ที่สำคัญ! ควรเลือกใช้โลชั่นที่มีส่วนผสมของสารกันแดด หรือครีมกันแดด เป็นต้น

LISA TIPS ผิวไม่แจ่มเพราะตากแอร์
สาวๆ ที่นั่งเรียนหนังสือ หรือทำงานออฟฟิส อย่ามองข้าม! แอร์เย็นฉ่ำนี่แหละตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น ใครที่อยู่ห้องแอร์นานๆ แล้วละก็ อย่าลืมทาโลชั่น บำรุงผิว ที่มีส่วนผสมของวิตามินอี น้ำมันธรรมชาติอย่าง อัลมอนด์ออยล์ หรือโจโจ้บาร์ออยล์ ลูบไล้ให้ทั่วบริเวณแขน ขา และตามข้อพับในส่วนต่าง ๆ ให้ทั่วนะคะ

เปลี่ยนวิธีบำรุงผิวแบบอื่นบ้างเป็นครั้งคราว
วิธีเหล่านี้นานๆ ครั้งทำทีก็ดีเหมือนกัน ไม่ว่าจะไป อบผิว ซาวน์น่า พอกโยเกิร์ต หรือแช่น้ำนม วิธีเหล่านี้อาจดูเสียเงิน และเสียเวลา แต่บางวิธีก็ช่วยบำรุงผิวได้เหมือนกัน เช่น การอบซาวน์น่า จะทำให้ผิวของเราได้ขับเหงื่อออกมา ทำให้ผิวสดชื่น เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย หรือการขัดผิวด้วยเกลือ เพียงเดือนละครั้ง สองครั้งก็พอแล้ว

มาส์กหน้า

ใน 1 อาทิตย์ ควรมาส์กหน้าบ้างอะไรบ้าง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นบนใบหน้า (แต่ไม่ควรมาส์กหน้านอนทิ้งไว้ เพราะจะทำให้มาส์กที่แห้งแล้ว ดูดซึมความชุ่มชื้นบนใบหน้าออกไป)

อย่าลืมลบเครื่องสำอาง และใช้โทนเนอร์ปรับสภาพผิว
สาวๆ ส่วนใหญ่ชอบลืมใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า ทุกวันนี้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมีสูตรออกมามากมาย ทั้งแบบกันน้ำ หรือมีส่วนผสมหลายอย่าง เลยไม่รู้ว่าแค่การล้างหน้าอย่างเดียวจะเอาอยู่หรือเปล่า ดังนั้น ควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางก่อนทุกครั้ง หรือบางคนไม่ได้แต่งหน้า ก็อย่าละเลย หลังล้างหน้าเสร็จ ควรใช้โทนเนอร์เช็ดปรับสภาพผิวอีกที เพื่อความสะอาดของผิวหน้าคุณ

ดื่มน้ำสะอาดเยอะๆ
ดื่มน้ำ 2-3 ลิตรต่อวัน ก็สามารถช่วยดูแลผิวได้ดีทีเดียว ควรปรับนิสัยในเรื่องการดื่มน้ำให้ชิน จากการวิจัยต่างๆ พบว่าน้ำสามารถเข้าไปช่วยเติมเต็ม ซ่อมแซมผิวหนังได้ ความชุ่มชื้นที่ดีจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกาย ทำให้ผิวมีสุขภาพดี ก่อนนอนลองดื่มน้ำอุ่นสักแก้วก็ดีเหมือนกันนะ

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกาย คือ วิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยให้ผิวพรรณสดใส มีสุขภาพดีขึ้น เป็นวิธีที่ง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้โดยไม่เสียเงินซักบาท ขอแค่มีเวลาออกกำลังกาย 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง เพื่อขับของเสียออกจากเหงื่อ และขับสารพิษออกตามผิวหนัง นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังเป็นการนำออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ยิ่งร่างกายได้รับออกซิเจนมากเท่าไร ก็จะยิ่งช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระได้มากขึ้นเท่านั้น การออกกำลังกายจึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้ดี ทำให้ผิวพรรณดูสดใส เปล่งปลั่งยิ่งขึ้น

 

16Jan/15Off

กินหวานให้เก่งแบบไร้กังวลเรื่องอ้วน ..ทำได้ไม่ยาก

January 16th, 2015

สาวๆ หลายคนชอบการกินเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะการกินของหวาน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะปฏิเสธได้ง่ายๆ

เพราะถ้าวางของหวาน ไม่ว่าจะเป็นเค้ก ไอศกรีม หรือขนมหวานต่างๆ ตรงหน้า รับรองว่าโดนกวาดเรียบอย่างแน่นอน แต่ก็คงหลีกเลี่ยงความอ้วนไม่ได้แน่ๆ หากยังกินของหวานเก่งขนาดนี้ วันนี้เราจึงนำวิธีการกินของหวานเพื่อไม่ให้สาวๆ ต้องมีร่างกายที่อ้วน มาฝากกันค่ะ ตามไปดูพร้อมๆ กันเลยดีกว่า

ต้องรู้ปริมาณแคลอรี
ทุกครั้งก่อนกินของหวานเข้าไป ควรรู้ไว้ก่อนว่า ปริมาณแคลอรีในขนมมีปริมาณเท่าไหร่ โดยสังเกตดูได้จากฉลากแสดงข้อมูลทางโภชนาการข้างกล่องนั่นเอง เพราะจะทำให้เราสามารถคำนวณปริมาณการกินของหวานได้ถูกต้องและเหมาะสมกับร่างกายของเรา หากเป็นไปได้ ก็ควรเลือกกินหรือซื้อของหวานชนิดที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบน้อยที่สุดจะเป็นการดีที่สุดค่ะ

ลดปริมาณแคลอรี่
เนื่องจากการตัดน้ำตาล ครีม ออกจากขนมก่อนกิน ไม่ว่าจะด้วยวิธีการเกลี่ยน้ำตาลไอซิ่งที่โรยหน้าขนมปังออก หรือไม่ใส่กะทิในขนมหวาน จะช่วยลดพลังงานได้ถึง 81-150 แคลอรี หรือแม้แต่การเกลี่ยครีมหน้าขนมเค้กออกก็จะช่วยลดพลังงานได้ถึง 160 แคลอรี่เลยทีเดียว

รู้จักควบคุมสัดส่วนการกิน
ควรกินอย่างละนิด เพื่อให้พอรู้รสชาติ เช่น ในแต่ละวันสามารถกินคุ้กกี้ 1-2 ชิ้น กินเค้ก 1 ส่วน และกินไอศกรีม 1 ลูก แค่เพียงเท่านี้ ก็จะสามารถชิมรสขนมทั้งหมดได้โดยรับแคลอรี่มาเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นเอง

ดื่มชาเขียวหรือกาแฟหลังมื้อขนมหวาน
เนื่องจากคาเฟอีนจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน ได้ ดังนั้น หากต้องการเพิ่มรสชาติก็สามารถใส่น้ำตาลเทียมแทนได้

หลังกินขนมหวานไม่ควรนั่งอยู่กับที่
หลังจากกินขนมหวาน ควรออกไปเดินเล่นรอบๆ บ้าน ประมาณ 15 นาที เนื่องจากวิธีนี้ นอกจากจะช่วยย่อยขนมหวานที่กินไปแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันสะสมที่หน้าท้อง ต้นขาและสะโพกอีกด้วย และหลังจากกินขนมหวาน 5 ชั่วโมง ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที เพื่อกำจัดแป้งและน้ำตาลก่อนกลายเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

ควรดื่มชาเขียวร้อนหรือน้ำอุ่น ก่อนและหลังออกกำลังกาย
เนื่องจากการดื่มชาเขียวร้อนหรือน้ำอุ่นก่อนและหลังออกกำลังกาย เป็นการเสริมระบบเผาผลาญควบคู่ไปด้วย และควรงดแป้งและน้ำตาลในวันรุ่งขึ้น ส่วนมื้อเช้าและกลางวันให้เน้นผักประมาณ 80% และโปรตีน 20% ส่วนในช่วงอาหารมื้อเย็นให้กินผักผลไม้สดและดื่มน้ำเปล่าทั้งวันเพื่อสุขภาพที่ดีนั่นเอง

สาวๆ คนไหนที่ชอบกินของหวานเป็นชีวิตจิตใจ อย่าลืมนำวิธีที่เรานำมาฝากไปใช้กันดูนะคะ รับรองว่า กินหวานเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางอ้วนแน่นอน

กินหวานให้เก่งแบบไร้กังวลเรื่องอ้วน ..ทำได้ไม่ยาก

16Jan/15Off

คุณค่าดีๆ จากกะทิช่วยบำรุงผิวสวยใส

January 16th, 2015

หลายคนคงจะรู้จักกะทิกันเป็นอย่างดี เพราะมักจะคุ้นตากันมาก โดยเฉพาะเวลานำมาทำเป็นขนมหวาน หรือทำแกง อาหารชั้นเลิศของไทย เพราะกะทิช่วยทำให้อาหารทุกชนิดมีความกลมกล่อม หวานมัน อร่อยมากขึ้น แต่จะมีสักกี่คนนะ ที่จะรู้ว่า กะทิ สามารถช่วยบำรุงผิวและช่วยแก้ปัญหาผิวได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น หากใครไม่อยากสิ้นเปลืองไปกับการทำสวย ก็ต้องตามมาอ่านพร้อมๆ กันแล้วล่ะคะ เพราะวันนี้ เราได้นำประโยชน์ดีๆ จากกะทิที่มีต่อผิวมาฝากกันค่ะ

เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
สาวคนไหนที่มีปัญหาผิวแห้งมากๆ ลองนำน้ำกะทิมาทาลงบนบริเวณผิวที่แห้ง แล้วทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาดให้หมดจด จะรู้สึกได้ทันทีว่า ผิวพรรณที่แห้งจะมีความชุ่มชื้นน่าสัมผัสมากขึ้น หรือหากต้องการเพิ่มความผ่อนคลาย ก็สามารถนำมาผสมกับน้ำในอ่างอาบน้ำ แล้วเอาตัวลงไปแช่ก็ยิ่งดีค่ะ

ล้างเครื่องสำอาง
เนื่องจากเครื่องสำอางบางชนิดล้างออกยาก เช่น อายไลเนอร์ที่ดวงตา ก็สามารถนำกะทิมาช่วยล้างให้ออกไปอย่างหมดจดได้ โดยนำน้ำกะทิมาผสมกับน้ำมันมะพร้าวหรือเบบี้ออยล์ ในอัตราส่วน 1:2 ก็จะช่วยให้เครื่องสำอางหลุดออกไปอย่างง่ายดาย แถมยังทำให้สารเคมีที่อุดตันในรูขุมขนออกไปได้อย่างหมดจดและยังคงรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวอย่างสม่ำเสมอ

ปลอบประโลมผิวไหม้จากแดด
ถ้าผิวต้องเจอกับแสงแดดที่รุนแรง บอกให้รู้เลยว่า ไม่ต้องหาครีมบำรุงแพงๆ มาบรรเทาเลย เพราะเพียงแค่น้ำกะทิก็สามารถช่วยได้ เพียงแค่นำน้ำกะทิมาทาลงบนผิวเบาๆ อาการแสบและคันที่เกิดจากการเผชิญกับแสงแดดก็จะค่อยๆ ดีขึ้น แถมยังช่วยลดอาการแดงได้ดีอีกด้วย

ชะลอวัย
เนื่องจากในน้ำกะทิ อุดมไปด้วยทองแดงและวิตามินซีสูง ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีในการทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น แถมยังช่วยป้องกันริ้วรอยได้อีกด้วย เพียงแค่นำน้ำกะทิมาชโลมผิวหน้าหรือผิวกาย เพียงเท่านี้ก็จะไม่ทำให้ผิวดูแก่ก่อนวัยอันควรแล้วละคะ

แก้ปัญหาผิวหนัง
สำหรับใครที่มีปัญหาผิว ไม่ว่าจะเป็นโรคผิวหนังที่ทำให้แสบคัน ลองนำน้ำกะทิมาทาตรงบริเวณที่แพ้ ก็จะช่วยทำให้ผิวที่แสบคันจากการแพ้ ค่อยๆ ดีขึ้นอย่างคาดไม่ถึงเลยล่ะ

เห็นกันแล้วใช่ไหมว่า น้ำกะทิซึ่งเป็นของใกล้ตัวก็สามารถช่วยและบำรุงผิวหนังได้เป็นอย่างดี รู้อย่างนี้แล้ว สาวๆ ก็อย่าลืมนำกะทิมาใช้ในการบำรุงผิวกันด้วยนะคะ

คุณค่าดีๆ จากกะทิช่วยบำรุงผิวสวยใส

16Jan/15Off

วิตามินจากธรรมชาติกับการดูแลสุขภาพช่องปาก

January 16th, 2015

นอกจากผิวสวยใสแล้ว สิ่งที่สำคัญและมีเสน่ห์ของสาวๆ ก็คงหนีไม่พ้นจากรอยยิ้มนั่นเอง หญิงสาวจะมีความมั่นใจในการยิ้มย่อมต้องมั่นใจในเรื่องของช่องปากเช่นกัน

วันนี้เราจึงนำวิตามินและแร่ธาตุที่ดีต่อสุขภาพในช่องปากมาฝากกันค่ะ ตามไปดูกันดีกว่าว่า วิตามินและแร่ธาตุที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง

วิตามินเอ
หลายคนทราบกันดีว่าวิตามินเอมีประโยชน์ในช่องปาก เนื่องจากมีส่วนช่วยให้เยื่อบุผิวในช่องปากสร้างเมือกและทำให้การไหลเวียนของน้ำลายดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เหงือกแข็งแรงและช่วยสมานแผลที่เกิดในบริเวณเหงือกอีกด้วย ดังนั้น หากต้องการบำรุงสุขภาพในช่องปากไปพร้อมๆ กับร่างกาย ก็แนะนำให้หาอาหารที่มีวิตามินเอ เช่น ปลา ไข่แดง เครื่องในสัตว์ พืชผักสีส้มและเหลือง รวมถึงผักใบเขียวที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนมารับประทานกันดู

วิตามินบี
วิตามินบีช่วยลดการอักเสบของลิ้นและยังช่วยรักษาแผลเปื่อยที่ลิ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดกลิ่นปากนั่นเอง สาวๆ สามารถหาอาหารที่มีสาววิตามินบีจากเนื้อสัตว์จำพวกสัตว์ปีกและวัวได้ ส่วนในอาหารจำพวกพืชผักก็สามารถหาพืชตระกูลถั่วและผักใบเขียวมารับประทานได้

วิตามินซี
วิตามินซีถือเป็นวิตามินที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับคนที่เป็นโรคเหงือก เพราะวิตามินซีจะช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบที่บริเวณเหงือก ซึ่งหากขาดวิตามินซี ก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเลือดออกตามไรฟัน ที่สำคัญวิตามินซียังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและทำให้แผลในช่องปากหายเร็วมากขึ้น สาวๆ สามารถหาวิตามินซีมารับประทานได้จากผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น แคนตาลูป ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ส่วนในผักก็สามารถหาได้จากผักใบเขียว มันฝรั่ง มะเขือเทศ พริกไทย รวมถึงดอกกะหล่ำนั่นเอง

วิตามินดี
วิตามินดี เป็นวิตามินที่ร่างกายของเราสามารถรับมาได้ง่ายมากที่สุด เพราะมันสามารถสังเคราะห์ได้จากแสง หากร่างกายได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมเข้าในกระดูกและฟันได้ แต่ก็ควรจะเป็นแดดอ่อนๆ ในตอนเช้าเพียงเท่านั้น เนื่องจากแดดในช่วงเวลาอื่นๆ จะทำให้ร่างกายได้รับรังสีอัลตร้าไวโอเลต ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ สำหรับอาหารที่มีแหล่งวิตามินดีชั้นเยี่ยมก็จะเป็นอาหารจำพวกนมและซีเรียลอาหารเช้า รวมถึงแคปซูลน้ำมันปลา

สาวๆ หลายคนทราบกันไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับวิตามินที่ดีต่อสุขภาพในช่องปาก ยังไงก็อย่าลืมหาอาหารที่มีแหล่งวิตามินต่างๆ มารับประทานให้ครบถ้วนกันด้วยนะคะ เพราะสุขภาพในช่องปากที่ดี ย่อมทำให้เกิดรอยยิ้มที่มั่นใจมากขึ้นนั่นเองค่ะ

วิตามินจากธรรมชาติกับการดูแลสุขภาพช่องปาก

16Jan/15Off

เคล็ดลับลดเลือนจุดด่างดำ ..ด้วยพลังธรรมชาติ

January 16th, 2015

สิวและมลภาวะต่างๆ รวมถึงไลฟ์สไตล์ของสาวสมัยใหม่เกือบทุกคนล้วนเป็นสาเหตุของริ้วรอย จุดด่างดำ ความหมองคล้ำและปัญหาผิวที่เกิดขึ้นบนใบหน้า

แม้ว่าบรรดาจุดด่างดำทั้งหลายเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่มีอันตรายใดๆ ต่อร่างกายของเรา แต่มันก็จะอยู่กวนใจสาวๆ ไปอีกนานกว่าจะจางลง ทำให้เสียความมั่นใจและกังวลถึงบุคลิกหน้าตา รวมทั้งทำให้แต่งหน้าได้ยากขึ้นอีกด้วย วันนี้จึงขอนำเสนอตัวช่วยจากพลังธรรมชาติ ที่จะมาปราบจุดด่างดำให้ลดเลือนอย่างได้ผล แถมยังปลอดภัยและประหยัด รับรองว่าคุณต้องติดใจวิธีดูแลผิวเหล่านี้แน่นอน

น้ำนม
ในน้ำนมมีกรดแล็กติกซึ่งกรดตัวนี้จะช่วยให้ผิวของเราขาวกระจ่างใสขึ้น นอกจากนี้ คุณสมบัติอีกอย่างของนมสดก็คือการปรับผิวให้นุ่มชุ่มชื่นและเรียบเนียนน่าสัมผัส ส่วนวิธีการนำน้ำนมมาปรนนิบัติผิวก็ทำได้ง่ายมากเพียงแค่นำสำลีแผ่นที่สะอาดชุบน้ำนมให้ชุ่มแล้วนำมาแปะเป็นมาส์กบริเวณที่มีจุดด่างดำบนใบหน้าหรือจะแปะให้ทั่วทั้งหน้าเลยก็ได้ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีจากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้ คุณก็จะรู้สึกถึงใบหน้าที่เนียนนุ่มและกระจ่างใสตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้

ว่านหางจระเข้
สมุนไพรชั้นเยี่ยมซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในวิถีธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพ และยังมาพร้อมสรรพคุณที่หลากหลาย วิธีการใช้คือ นำวุ้นที่ล้างยางออกแล้วจากต้นว่านหางจระเข้สดๆ มาถูบริเวณที่มีริ้วรอยและจุดด่างดำบนใบหน้า ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 30-45 นาทีแล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ว่านหางจระเข้นอกจากจะช่วยลดริ้วรอยและจุดด่างดำแล้วยังทำให้ผิวนุ่มเพราะเติมความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดีอีกด้วย

น้ำมะนาว
กรดอ่อนๆ ของน้ำมะนาวคือ ตัวช่วยชั้นดีในการทำให้ผิวสวยใส ทั้งยังช่วยลดเลือนริ้วรอยและจุดด่างดำ นับเป็นตัวช่วยดูแลผิวชั้นดีที่สาวๆ ไม่ควรมองข้าม วิธีใช้คือนำคอตตอนบัดจุ่มน้ำมะนาวแล้วแต้มที่จุดด่างดำวันละสองครั้งในตอนเช้าและตอนเย็น นอกจากนี้ควรรักษาความสะอาดโดยการล้างมะนาวให้ดีก่อนใช่งานด้วย

น้ำมันละหุ่ง
ละหุ่งเป็นสมุนไพรที่สามารถกินเพื่อเป็นยาระบายอ่อนๆ ได้เพราะมีฤทธิ์กระตุ้นผนังลำไส้ให้บีบตัว นอกจากนี้ การนำน้ำมันละหุ่งมาใช้ภายนอกก็สามารถทำได้ โดยใช้น้ำมันที่มีความเข้มข้นประมาณร้อยละ 5-10% มาทาแก้ผิวหนังอักเสบ เราจึงสามารถนำสมุนไพรตัวนี้มาแต้มจุดด่างดำเพื่อทำให้ผิวเนียนนุ่มขึ้น และลดเลือนริ้วรอยรวมถึงจุดด่างดำที่กวนใจได้เป็นอย่างดี

เคล็ดลับลดเลือนจุดด่างดำ ..ด้วยพลังธรรมชาติ

16Jan/15Off

สุดยอดสรรพคุณทางยาที่มากับผลไม้รสเปรี้ยว

January 16th, 2015

ผลไม้ทุกชนิดล้วนมีสรรพคุณทางยาที่สามารถรับประทานเพื่อบำรุงสุขภาพ และบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ภายในร่างกายได้

วันนี้เราจึงไม่พลาดที่จะหยิบเอาสรรพคุณจากผลไม้รสเปรี้ยวมาฝาก มีอะไรบ้าง.. และมีสรรพคุณดีต่อสุขภาพร่างกายอย่างไร รีบตามมาดูกันเลยค่ะ

มะม่วง  ช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แก้วิงเวียน ดับกระหาย แก้ท้องอืด ขับพยาธิ แก้ไข้ แก้อาการปวดเมื่อยระหว่างมีประจำเดือน แก้ลำไส้อักเสบเรื้อรัง รักษาบิดถ่ายเป็นเลือดได้และช่วยบำรุงอวัยวะในระบบย่อยอาหาร

มะขาม   มีสรรพคุณช่วยขับเสมหะ แก้ไอ ช่วยขับลมออกจากลำไส้ แก้บิด กระตุ้นการขับถ่ายได้ดี จึงใช้เป็นยาระบายท้องได้และยังช่วยแก้ดับกระหายคลายร้อนได้ด้วย

มะนาว  เปลือกผลที่มีรสขมนั้นมีสรรพคุณในการขับลม ผิวของเปลือกมะนาวจะมีน้ำมันหอมระเหย (Volatile oil) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ วิตามินซีจากน้ำมะนาวยังช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด กรดจากน้ำมะนาวยังกระตุ้นการขับน้ำลายจึงทำให้เกิดความชุ่มคอ จึงช่วยขับเสมหะและลดอาการไอลงได้นั่นเอง

มะเฟือง ผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูงและยังเปี่ยมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ช่วยยับยั้งการผลิตเม็ดสีน้ำตาลหรือฝ้า ฝ้าหนาๆ หรือฝ้าที่มีการสะสมมาเป็นเวลายาวนานจึงค่อยๆ เจือจางลงได้ พร้อมกันนี้มันยังช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมผิวในตัวได้ดีอีกด้วย

ฝรั่ง
เป็นผลไม้ที่ให้วิตามินซีไม่น้อยเช่นกัน สรรพคุณของฝรั่งจะช่วยลดสารพิษจากร่างกาย ช่วยลดระดับไขมันในเลือดจึงเหมาะกับผู้ป่วยที่มีปัญหาเส้นเลือดอุดตัน นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันเกาะผนังหลอดเลือด สำหรับผู้ป่วยโรคโลหิตจางไม่แนะนำให้รับประทานค่ะ

ส้ม ผลไม้ที่เปี่ยมด้วยเส้นใยอาหารสูง ให้พลังงานต่ำจึงเหมาะกับสาวๆ ที่ควบคุมน้ำหนักอย่างมาก นอกจากนี้ ส้มยังมีวิตามินเอที่จะช่วยบำรุงสายตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สับปะรด มีแคลเซียมและธาตุฟอสฟอรัสสูงโดยจะช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยย่อยอาหาร ลดอาการแน่นเสียดท้อง ลดอาการอักเสบบวม ช่วยขับเสมหะและยังช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอได้ด้วย

แอปเปิ้ล ช่วยกวาดล้างสารพิษออกจากลำไส้ กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้จึงช่วยให้การขับถ่ายทำงานดีขึ้น รักษาอาการท้องร่วงได้ ทั้งยังปรับสมดุของระบบการย่อยอาหาร ทำให้การย่อยอาหารดีขึ้น บำรุงกระเพาะลดกรดภายในกระเพาะ และช่วยละลายเสมหะได้ด้วย

มะเขือเทศ บำรุงร่างกายให้มีความสดชื่น บำรุงผิวให้เปล่งปลั่งกระจ่างใส ช่วยฟอกเลือดและมีสารไลโคปีนสูงที่จะช่วยป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้ยังช่วยให้การย่อยอาหารดีขึ้นอีกด้วย

ทราบกันเช่นนี้แล้ว อย่าลืมมองหาผลไม้รสเปรี้ยวเหล่านี้มากินเป็นอาหารทางยากันบ้างนะคะ จะได้มีสุขภาพแข็งแรงห่างไกลจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างปลอดภัย ไร้ผลข้างเคียงเมื่อเทียบกับการกินยาแพทย์แผนปัจจุบัน

สุดยอดสรรพคุณทางยาที่มากับผลไม้รสเปรี้ยว

16Jan/15Off

เรื่องเล็บ…เรื่องเล็ก

January 16th, 2015

หลายคนมีปัญหากับการทาเล็บ เรียกได้ว่าอยากสวยต้องยอมเสียเงินเข้าร้านทำเล็บแพงๆ ไม่กล้าที่จะแต่งเล็บทาเล็บด้วยตัวเอง แต่อันที่จริงแล้ว การทาเล็บเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว . .. เพียงแค่ต้องมีเทคนิคการทาเล็บสักเล็กน้อยค่ะ จะง่ายแค่ไหน มาดูกันเลยยยยย !!!

เทคนิคการทาเล็บ

– บีบน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชูลงในอ่างน้ำ ทิ้งไว้สักพัก แล้วนำมือลงไปแช่ จะช่วยให้เล็บอ่อนนุ่มขึ้น
– ใช้น้ำยารองพื้นทาเล็บในชั้นแรก เพื่อเป็นการดูแลเล็บขั้นต้น เพราะหากเราทาเล็บสีจัด จะทำให้เล็บเหลืองได้
– การลงสีทาเล็บ ไม่ควรป้ายเกิน 3 ครั้ง เพราะสีจะจับเป็นก้อนไม่เรียบเสมอกัน และอย่าลงสีเล็บเกิน 2 ชั้นเพราะจะดูหนาจนเกินไป
– หลังจากลงสีทาเล็บเรียบร้อยแล้ว ควรปิดท้ายด้วยการทาน้ำยาเคลือบเล็บ เพราะจะช่วยเพิ่ม ความเงางาม วิบวับให้กับเล็บ และยังป้องกันสีเล็บจางจากแสงแดดได้

Tips

การเก็บน้ำยาทาเล็บที่ดี ให้อยู่กับเราได้นานๆ จะต้องปิดฝาให้สนิท และเก็บไว้ในที่เย็น ห่างไกลแสงแดด อย่างเช่น ช่องเล็กในตู้เย็น การเลือกยาทาเล็บ ควรดู ส่วนผสมด้วย นั่นคือ ยาทาเล็บที่ดีไม่ควรมีแอลกอฮอล์ เพราะว่าแอลกอฮอล์จะเป็นตัว ทำให้ผิวเล็บแห้ง และเปราะง่าย

การเลือกสียาทาเล็บให้เหมาะกับสีผิว

สาวผิวขาวอมเหลือง : เหมาะกับยาทาเล็บสีชมพูอมส้ม สีน้ำตาลทองสว่าง หรือสีสดๆ
สาวผิวขาวอมชมพู : เหมาะกับยาทาเล็บสีชมพูอมน้ำตาล สีชมพูอมม่วง หรือสีโทนเย็น
สาวผิวคล้ำอมเหลือง : เหมาะกับยาทาเล็บสีน้ำตาลทองเข้ม สีแดงสดหรือสีทอง
สาวผิวคล้ำหรือดำแดง : เหมาะกับยาทาเล็บสีแดงเข้ม สีชมพู

17Dec/14Off

เรื่อง “ไข่” ที่คุณอาจไม่รู้

December 17th, 2014

ตอนนี้เวลานี้ถ้าใครประสบปัญหาผมแห้งแตกปลายอยู่ล่ะก็ แทนที่คุณจะเปิดกระเป๋าตังค์เพื่อซื้อครีมนวดขวดใหม่ เราขอแนะนำให้คุณ “กะเทาะ” เปลือกไข่แทนกันก่อนดีกว่า

เพราะว่าภายในไข่มีโปรตีนชนิดใกล้เคียงกับของเส้นผม ด้วยเหตุนี้ไข่จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะที่จะใช้แทนคอนดิชันเนอร์และมาสก์บำรุงผม เพียงแค่นำไข่แดงมาผสมกับน้ำมันมะกอกเล็กน้อยตีให้เข้ากันแล้วมาชโลมลงบนเส้นผม แต่ถ้ากลัวหัวเหม็นหืนก็สามารถเติมน้ำมันหอมระเหยเพิ่มกลิ่นอะโรมาเข้าไปได้ หรือเพิ่มไข่แดงอีก 1 หน่วยสำหรับผมแห้งมาก ก่อนจะทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น เท่านี้ผมคุณก็จะนุ่มสลวยสวยเก๋

แต่เดี๋ยวก่อน! ข้อดีของไข่ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะไข่ยังมีส่วนประกอบสำคัญในการบำรุงผิว กล่าวกันว่า หากเอาไข่ขาวผสมน้ำแล้วล้างหน้าก็จะทำให้หน้าใสและลดขนาดของรูขุมขนได้อย่างชะงัด ในขณะที่ไข่แดงจะอุดมไปด้วยวิตามินเอ จึงมีส่วนช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นประดุจมอยส์เจอร์ไรเซอร์ ซึ่งวิธีก็ไม่ต่างกัน คือผสมน้ำแล้วล้างหน้าก็เป็นอันเสร็จ
ไข่ของสาวๆ เกลี้ยงตู้เย็นก็คราวนี้!

Eggcellent Cleaning : “ไข่ขาว” สุดยอดนักขจัดคราบ

จากประโยชน์ของไข่ในข้อที่ผ่านมา เราคงเห็นพ้องต้องกันว่า “ไข่ขาว” นั้นดีต่อ “ผิวพรรณ” แต่ความเป็นจริงแล้วไข่ยังดีต่อ “หนัง” อีกด้วย

คุณสมบัติสุดเก๋ของไข่ขาวอยู่ที่ความสามารถในการขจัดคราบ เนื่องจากความเหนียวหนืดของไข่จะช่วยดึงสิ่งสกปรกให้หลุดลอกได้ง่าย โดยเฉพาะเครื่องหนังทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า เข็มขัด ไปจนถึงสิ่งของที่เป็นหนังก็สามารถทำความสะอาดได้สบายๆ ด้วยการใช้ไข่ขาวดิบหยดไปบริเวณที่เป็นคราบ แล้วขัดเบาๆ ด้วยแปรงเล็กๆ จากนั้นให้นำผ้าแห้งค่อยๆ ถูแล้วเช็ดออกอีกครั้ง ในที่สุดเราจะได้พบกับผลลัพธ์อันน่าตื่นตะลึง เพราะคราบสกปรกจะหายเป็นปลิดทิ้ง แต่นั่นยังไม่เริดเท่ากับการที่ไข่ขาวจะทิ้งคราบบางๆ เอาไว้ และทำให้เครื่องหนังของคุณเงาขึ้น! ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

17Dec/14Off

ส้นสูง สวยแฝงภัย จากปวดเมื่อยกลายเป็นข้อเสื่อมระยะยาว

December 17th, 2014

การเร่งจ้ำขึ้นบันไดเพื่อไปให้ทันรถไฟฟ้าที่ประตูกำลังจะปิดลง วิ่งกวดตามรถเมล์ที่ชอบจอดนอกป้าย หรือเร่งเดินข้ามถนนหน้าบริษัทเพื่อเข้าทำงานให้ทันเวลา กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้หญิงหลาย ๆ คน และมันส่งผลกับสุขภาพของคุณได้ หากว่าคุณเป็นคนที่ชอบใส่รองเท้าส้นสูงอยู่เป็นประจำ

รองเท้าส้นสูงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องแต่งกายสำหรับชีวิตประจำวันของผู้หญิงไปเสียแล้ว เพราะใส่แล้วทำให้ช่วงขาดูเรียวสวย ยืดหลังให้ตรงขึ้นดูสง่า ท่วงท่าการเดินก็ดูเป็นนางแบบ โดยรวมแล้วทำให้บุคลิกดูดีขึ้นว่าเดิม แต่สิ่งที่คุณต้องจ่ายเพื่อแลกกับลุคเหล่านี้มาก็คือสุขภาพของข้อกระดูกของตัวเอง โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อเท้า ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าทรมานมากหากอายุมากขึ้น

มหาวิทยาลัยหนิงโป ประเทศจีน ได้ศึกษาผลกระทบของการใส่รองเท้าชนิดต่าง ๆ ต่อสุขภาพของผู้สวมใส่ โดยเปรียบเทียบในกลุ่มของผู้หญิงอายุระหว่าง 21-25 ปี ที่ใส่รองเท้ามีส้นเตี้ย (1.5 เซนติเมตร) รองเท้าส้นสูงเล็กน้อย (4.5 เซนติเมตร) และรองเท้าส้นสูง (7 เซนติเมตร) และได้พบว่า หญิงกลุ่มที่ใส่รองเท้าส้นสูงที่สุด เป็นกลุ่มที่ประสบปัญหาปวดเข่าและปวดเอวมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อมีการเคลื่อนไหวที่กระแทกหรือลงน้ำหนักไปยังเท้ามาก ๆ ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาข้อเสื่อมในระยะยาว ที่ค่อย ๆ รุนแรงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้อุบัติเหตุที่ทำให้ข้อเท้าแพลงก็เกิดขึ้นได้บ่อยที่สุดกับผู้ที่ใส่รองเท้าส้นสูงด้วย

ผลการวิจัยชิ้นนี้ที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารนานาชาติด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมชีวการแพทย์ ยังสรุปเพิ่มเติมอีกว่า 9 ใน 10 ของผู้หญิงที่ใส่รองเท้าส้นสูง ต่างประสบปัญหาเจ็บเท้า กล้ามเนื้อล้า มีอาการชา รวมถึงเป็นตาปลา

แต่อย่างไรก็ดี หากคุณคิดถึงอันตรายจากโรคข้อเสื่อมที่มาพร้อมกับรองเท้าส้นสูง แล้วเปลี่ยนไปหารองเท้าส้นเตี้ยมาใส่ตอนเย็นแทนรองเท้าส้นสูงที่ใส่ยืน-เดิน-วิ่ง มาแล้วทั้งวัน ผลที่ได้อาจเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี เพราะกล้ามเนื้อที่เคยชินกับการใส่รองเท้าส้นสูงจะหดตัวลงกว่าปกติราว 13% ทั้งยังอ่อนแอกว่าเดิม การเปลี่ยนไปใส่รองเท้าส้นเตี้ยในทันทีทันใด ทำให้มันต้องยืดตัวออกอย่างรวดเร็ว จึงเกิดอาการปวดและรู้สึกไม่สบายขาได้

9Dec/141

จุดซ่อนเร้น สะอาดเกินไป อันตราย !!

December 9th, 2014

การรักษาความสะอาดมากเกินจำเป็นบางครั้งก็ก่อให้เกิดโทษนะปกติจุดซ่อนเร้นหรือช่องคลอดจะมีสภาวะเป็นกรดอ่อน ๆ จากเชื้อจุลินทรีย์ที่มีอยู่ ซึ่งส่งผลดีต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราแต่การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นเป็นประจำอาจทำให้สมดุลขอความเป็นกรด – ด่างเสียไป ส่งผลให้เชื้อราบางชนิดเติบโตแทนแถมบางรายอาจเกิดการแพ้และระคายเคืองจากน้ำหอมที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ดังนั้นทำความสะอาดช่องคลอดด้วยน้ำเปล่าและสบู่ธรรมดาก็เพียงพอแล้ว

ยีนสกินนี่มีผลต่ออาการปวดหลัง

รศ. ดร.รุ้งทิพย์ พันธุเมธากุล หัวหน้ากลุ่มวิจัยอาการปวดหลัง คอ และข้อ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า โรคปวดหลังที่พบมากในวัยรุ่นเกิดจากการสวมกางเกงยีนเอวต่ำรัดรูป อย่างยีนขาเดฟ หรือสกินนี่การสวมกางเกงรัดรูปขณะเดิน นั่ง หรือยกของหนัก ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยได้

เนื่องจากข้อสะโพก ต้นขา และข้อเข่าจะถูกจำกัดการเคลื่อนไหว ทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อลำตัวและการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังส่วนเอวเปลี่ยนแปลงไป และหากมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกายเป็นระยะเวลานาน อาจนำไปสู่การบาดเจ็บถาวรได้หากชื่นชอบการใส่กางเกงรัดรูป แนะนำให้ใส่แบบผ้ายืดจะดีกว่า